เบลลาโล View my profile

ANUBIS: Chapter 1 (part 1)

posted on 21 Oct 2014 22:36 by bellalo

[นิยายเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงใดๆทั้งสิ้น เป็นเรื่องแต่งล้วนๆจ้า]

Chapter -1-

กลิ่นอายทะเลทรายยังคงตราตรึง เสียงลมที่พัดพาเอาเม็ดทรายให้ล่องลอยยังดังก้องในหู ข้าจำได้...แดนไอยคุปต์แผ่นดินเกิดของข้า ข้าจะจมดิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งเม็ดทรายสีตะวันแห่งนี้ไปจวบจนนิรันดร์กาล

แต่บัดนี้...ความรู้สึกร้อนระอุที่โอบอุ้มข้ามาตลอดหายไป มันหนาวเย็นเหลือเกิน....

 

...

“ขนดีๆล่ะ ชิ้นนี้ไม่ใช่ราคาน้อยๆเชียว ของอื่นๆก็เหมือนกัน อย่าให้คลาดสายตาล่ะ”

เสียงโวยวายเป็นภาษาถิ่นดังตะคอก สั่งให้คนงานแบกขนเอาทรัพย์สินโบราณออกจากพีระมิดลึกลับแห่งใหม่นี้ออกมา เต็นท์ผ้าใบกางตั้งเป็นระยะรอบๆไม่ห่างไกลกันนัก รถจี๊ปจอดรอเพื่อขนข้าวของสำคัญที่ถูกเลือกเอาออกมาเพื่อเก็บรักษา แม้สำหรับบางคนในที่นั้นจะคล้ายกับเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นพระเกียรติของผู้เป็นเจ้าของที่นี่ แต่เพื่องานหาเลี้ยงปากท้องพวกเขาก็ไม่อาจออกปากออกเสียงใดๆ และสำหรับนักสำรวจและนักโบราณคดีตาน้ำข้าวกลุ่มใหญ่ มันคือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก

“ใครจะไปคิดว่าที่แบบนี้จะมีพีระมิด จริงไหมจีน” ชายสูงวัยหันไปถามผู้ช่วยสาวของเขาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่จ้องมองไปยังโลงสีทองคำที่ถูกตั้งเอาไว้ในเต็นท์ผ้าใบขึงมิดชิด ในเต็นท์มีเพียงเขา ลูกศิษย์ลูกหาสองสามคนและล่ามอีกหนึ่งคนเท่านั้น

“จริงค่ะศาสตราจารย์ ที่นี่เคยถูกสำรวจมาแล้วหลายครั้งด้วย” หญิงสาวผมแดงพยักหน้าเออๆออๆตามเขาไป สายตาเธอสนใจแต่โลงศพเลอค่าตรงหน้า...ที่ถูกสร้างอย่างพิสดารผิดรูปลักษณ์โลงศพของปุถุชน หรือแม้แต่ฟาโรห์ผู้สูงศักดิ์

“ใครจะคิดล่ะว่าจะมีพีระมิดฝังใต้ทะเลทราย...ถ้าไม่ใช่ว่ามีคนสะดุดเอาคงไม่มีใครสนใจมันเลยจริงๆ” ศาสตราจารย์คนนั้นยังคงพูดพล่ามต่อไป เขาสวมถุงมือและใช้เครื่องมือปัดทรายออกจากซอกมุมต่างๆบนโลง “โลงศพนี้สูงใหญ่มาก มีเครื่องประดับฝังด้านนอกด้วยซ้ำ น่าแปลกดีไหมล่ะ”

จีนยอมรับ...หญิงสาวไม่เคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อนนับแต่ทำงานเป็นนักสำรวจร่วมกับศาสตราจารย์คนนี้ แม้เธอจะได้พบเจอกับอะไรน่าสนใจมากมาย แต่ก็ไม่เคยพบสิ่งสวยงามตรึงตาตรึงใจเช่นนี้ สวยวิจิตรงดงาม มนต์สเน่ห์แห่งทะเลทรายโบราณจับสายตาเธอให้ต้องมองสำรวจให้คุ้มกับที่ได้เกิดมา

“ใช่แล้ว...เราจะต้องนำโลงศพนี้ไปเปิดที่มหาลัยของเรา ถ้าหากนำมาเปิดที่นี่มัมมี่ข้างในจะต้องเสียหายแน่” ชายสูงวัยดูมีท่าทีตื่นเต้นราวกับเด็กๆ เขาอยากรู้อยากเห็นสมเป็นนักสำรวจมือฉมัง ความฉลาดของเขาก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเสียเท่าไรเสียด้วย

“คุณพูดคำนั้นมาเป็นร้อยครั้งแล้วนะคะศาสตราจารย์” จีนเตือนสติเขาเบาๆ พลางกระชับบอร์ดรองเขียนในมือ

“งั้นก็ฟังซ้ำอีก เราต้องนำโลงศพนี้ไปเปิดที่มหาลัยเรา! ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกเปิดเผย ประวัติศาสตร์ที่ถูกทรายทับถมถูกค้นพบอีกหนึ่งชิ้นแล้ว!” ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งความโลดโผนเกินวัยของชายผู้นี้ได้เสียแล้ว

“ศาสตราจารย์คะ ทำไมโลงศพนี้ถึงมีรูปร่างเหมือนกับเทพอนูบิสล่ะคะ แล้วยังของในมืออีก..” จีนเอ่ยถามอย่างสงสัย เธออดใจจะถามไม่ได้จริงๆเสียแล้ว

“เฮียโรกราฟิคไม่ได้อ่านง่ายๆนะจีน แต่เท่าที่พอจะแปลได้ ดูเหมือนฟาโรห์องค์นี้จะเป็นดั่งเทพเลยล่ะมั้ง”

“แล้วทำไมต้องเทพแห่งความตายด้วยล่ะคะ?”

“ชู่ว...ไม่ใช่เทพแห่งความตายซะทีเดียวหรอกจีน นี่เรียนด้านนี้มาทำไมไม่รู้นะ” ศาสตราจารย์หัวเราะร่วน “อนูบิสคือเทพแห่งคนตายเสียมากกว่า ท่านคือผู้บุกเบิกการทำมัมมี่ การใช้หยูกยาเพื่อรักษาศพ และใช้ตาชั่งช่างบาปของเหล่าวิญญาณกับขนนกเพียงหนึ่งเส้นเพื่อจะส่งไปยังนรกหรือสวรรค์ ฉันไม่คิดว่าท่านจะเหมาะกับคำว่าความตาย แต่เหมาะกับการเป็นผู้ดูแลคนตายซะมากกว่า”

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้เข้าใจ ก่อนที่เธอจะต้องละออกมาเพื่อไปทำงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย ยามที่แดดร้อนระอุเช่นนี้ช่างยากที่จะมีสมาธิทำงานอะไรได้อย่างจดจ่อ แม้จะชินกับทะเลทราย แต่เธอไม่เคยชินกับความร้อนของมันเลย

แดดร้อนเริ่มเปลี่ยนสี...สาดสีชาดลงบนผืนทรายจะคล้ายกับภาพตรงหน้ากลายเป็นทะเลสีแดง ความกว้างไกลสุดสายตายิ่งใหญ่เกินกว่าจะอาจเอื้อม แม้จะชวนจับสายตา แต่กระนั้นงานก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ในยามที่ต้องประหยัดน้ำ แม้จะอยากอาบน้ำแต่หญิงสาวก็ต้องอดทนเพื่อไม่ใช้น้ำหมดไปเสียก่อน เธอกลับมาที่เต็นท์ของศาสตราจารย์อีกครั้งในยามค่ำ ตะวันลับฟ้า...ทะเลทรายก็แทบจะเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

“ศาสตราจารย์คะ....” เธอเอ่ยเรียกเมื่อเห็นศาสตราจารย์ยังคงจดจ่อกับการแก้ไขปริศนาอักษรโบราณ

“มาแล้วเหรอจีน มาช่วยคัดลอกเจ้านี่หน่อยสิ” เขาเรียกเธอให้เข้าไปรับเอกษรที่ทาบลอกมาจากกำแพงและจารึกต่างๆในพีระมิด น่าแปลกที่ในพีระมิดแห่งนี้เต็มไปด้วยจารึกมากมายทีเดียว

จีนรับคำสั่งเงียบๆ ก่อนจะนั่งลงคัดลอกมันทั้งหมด แม้ว่าจะหนาเป็นปึ๊ง แต่เธอรู้ว่าตอนนี้ศาสตราจารย์โยเซฟ คนเบื้องหน้าเธอคงอยากจะสมองระเบิดเต็มทีกับการนั่งแปลอักษรใหม่ต่างๆเหล่านั้น เธอได้ยินเสียงฮึมฮัมในลำคอไปตลอดชั่วโมง จนกระทั่งพักใหญ่ๆเธอจึงรู้ตัวว่าศาสตรจารย์ของเธอหลับไปเสียแล้ว

หญิงสาวหันมองรอบเต็นท์ เมื่อแน่ใจว่าคนที่ต้องอยู่ทำงานในนี้หลับกันหมดแล้วเธอจึงค่อยๆลุกขึ้น ขยับอย่างเงียบเชียบเข้าไปใกล้โลงศพสีทองคำช้าๆ จับจ้องมันอย่างหลงใหล...ศีรษะของโลงนี้เป็นหมาในสีทอง วาดลวดลายด้วยสีดำและสีสันอื่นๆ ในดวงตานั้นฝังด้วยพลอยสีแดงก่ำ เก่าแก่โบราณเลอค่าเกินกว่าจะวัดได้ และคมเขี้ยวในปากที่โผล่พ้นออกมาก็เป็นอัญมณีสีขาวดูแหลมคม เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสมัน...แม้จะรู้ว่าการสัมผัสด้วยมือเปล่านั้นอาจทำให้คุณค่าของงานศิลปะล้ำค่าตรงหน้ามัวหมอง แต่เธอก็อยากสัมผัสมัน

เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วไล้ผ่านปลายเขี้ยวสีขาวขุ่น จีนสะดุ้งเฮือกรีบชักมือกลับอย่างตกใจ เธอซี้ดปากเบาๆมองดูแผลเล็กๆบนนิ้วแต่ลึกจนเลือดไหลออกมา หญิงสาวหันกลับไปมองที่เขี้ยวเพชรนั้นทันที

ไม่มีรอยเลือด...โชคดีเหลือเกินที่ไม่เปรอะเปื้อน แต่เธอก็อดหาอุปกรณ์มาทำความสะอาดไม่ได้ เธอได้แต่ทำใจก่อนจะหาพลาสเตอร์ที่ติดตัวมาพันปิดแผลไว้ ก่อนจะจัดเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเอาไว้ในที่ที่หยิบง่ายแล้วกลับเต็นท์ตัวเอง

ค่ำคืนอันยาวนาน....หนาวเย็นจับขั้วหัวใจผิดจากกลางวันลิบลับ ทะเลทรายราวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน มืดสนิท ทุกสิ่งที่ถูกนำออกจากสถานแห่งความลับกำลังเริ่มสั่นคลอนโลกอย่างเงียบๆโดยไม่มีผู้ใดได้รับรู้เลย...

 

...

ดวงอาทิตย์ยังคงส่องสว่างจ้า แม้จะร้อนเท่าใดแต่ความชื้นจากโพ้นทะเลก็พอจะบรรเทาได้บ้าง เหล่าลูกศิษย์นักสำรวจทั้งหลายพักผ่อนบนเรือสำราญอย่างสบายใจ งานของพวกเขากำลังจะลุล่วง ไม่มีสิ่งใดน่ายินดีไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว อีกไม่นานพวกเขาจะได้กลับไปถึงบ้านจริงๆของพวกเขาเสียที หลังจากแวะพักผ่อนและทำเรื่องต่างๆมากมาย

โลงศพปริศนานั้นถูกเก็บไว้ในส่วนที่ปลอดภัยที่สุด จีนได้ยินเช่นนั้นมาจากศาสตราจารย์โยเซฟ เธอไม่อาจเข้าใจว่าทำไมจึงอยากจะเห็นมันอีกครั้งขนาดนี้ บางทีนี่คงเป็นมนตร์ขลังอีกอย่างที่ทำให้เธอเลือกมาทำงานนี้ ความสวยงามจากทะเลทรายดึงดูดความสนใจเธอได้เสมอ

เรือสำราญจอดเทียบท่า สัมภาระถูกส่งขึ้นบนบกอย่างระมัดระวัง หญิงสาวล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจะไปเตรียมงานและข้าวของต่างๆที่มหาวิทยาลัย เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดโลงศพเพื่อเรียนรู้ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ข้างใน เธอไม่คิดว่าจะมีใครในอดีตคือจะสร้างโลงเป็นรูปลักษณ์ของเทพเจ้าแน่ๆ ดังนั้นมันจะต้องมีอะไรเป็นเบื้องหลังแน่นอน

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สัมภาระและทรัพย์สินจากพีระมิดใหม่ก็ถูกขนมาจนครบ ทั้งหมดถูกส่งเข้าไปที่ห้องวิจัยของศาสตราจารย์ จีนรอคอยจนกระทั่งศาสตราจารย์เดินเข้ามาพร้อมกับคนขนโลงศพด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เธอผุดลุกอย่างตื่นเต้นจนต้องรีบปรับสีหน้าให้ปกติ รอคอยกระทั่งคนทั้งหมดเดินออกไปแล้วศาสตราจารย์โยเซฟจึงได้เอ่ย

“เอาอุปกรณ์มาแล้วใช่ไหมจีน”

“ครบหมดแล้วค่ะ ศาสตราจารย์” หญิงสาวเร่งตอบรับก่อนจะเอาอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ออกมาวาง โยเซฟจับจ้องทั้งหมดด้วยความพึงพอใจ ไม่นานนักการเปิดโลงศพจึงเริ่มขึ้น

เพราะทั้งหมดคือสิทธิของพวกเขาที่จะเปิดและค้นเอาทั้งหมดออกมาเปิดเผยความจริง เวลาผ่านไปนานราวกับชั่วกัล์ปสำหรับจีน กว่าฝาโลงชั้นแรกจะเปิดออกได้ พวกเขายังคงเปิดชั้นต่อไป...และชั้นต่อไปด้านใน

ชั้นสุดท้ายอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว มันยังคงดูยิ่งใหญ่และสวยงาม มิหนำซ้ำยังจะดูสวยกว่าด้านนอกเสียอีกสำหรับเธอ และเมื่อมือของศาสตราจารย์เอื้อมแง้มฝาโลงอย่างช้าๆ ทรายจำนวนมากก็ปลิวว่อนออกมาทันที

“โอ้ตายล่ะ ทำไมถึงมีทรายอยู่ด้านในได้ล่ะเนี่ย?!” โยเซฟอุทานอย่างตระหนก ทว่าก่อนที่จะได้แง้มเปิดมากกว่านั้น เสียงกริ่งเตือนภัยกลับดังลั่น

“ไฟไหม้!!” เสียงตะโกนจากด้านนอกพร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งผ่านประตูสร้างความตกใจได้อย่างมหาศาล ทั้งสองมองหน้ากัน สิ่งสำคัญที่สุดนี้พวกเขาคงไม่อาจขนมันไปได้ง่ายๆแน่

“ต้องทิ้งไว้” โยเซฟตัดสินใจ เขาไม่อาจทิ้งชีวิตของคนอื่นๆเอาไว้ได้ แม้สิ่งที่ล้ำค่าที่อาจพลิกประวัติศาสตร์ได้จะอยู่ในมือเขาแล้วก็ตามที

“แต่..ศาสตราจารย์คะ”

“ไป!!” เสียงดุดันผิดจากปกติตะคอก หญิงสาวได้แต่เก็บความเจ็บใจไว้แล้ววิ่งออกไปทางประตู กลืนหายไปในฝูงชนจำนวนมาก

โยเซฟเร่งมือปิดโลงศพกลับเข้าที่อย่างเร่งร้อน ค้นเอาผ้าใบทนความร้อนมาห่อพันสมบัติแห่งอดีตกาลไว้ ทว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสียงฝีเท้าได้เงียบไปแล้ว และเปลวไฟก็ได้ลามมาถึงห้องเขาเสียแล้ว ชายชราวิ่งกระแทกประตูเปิด รอบข้างเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ความร้อนยิ่งกว่าแดดเปรี้ยงกลางทะเลทรายโอบอุ้มและกำลังจะฉีกกระชากเขา ร่างเปรียวลมกระโดดฝ่าเปลวไฟราวกับอายุของเขาไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย ทว่าสังขารไม่อาจฝืน

โยเซฟสะดุดเข้ากับตู้ไม้ที่ล้มลงขวางทาง เขากระโดดหลบไปไม่พ้น พอดีกับที่หลังคาทางเดินถล่มร่วงลงมา ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง...

 

ผ่านไปเป็นวันหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้สงบลง มีคนเสียชีวิตพอสมควรจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ ดูเหมือนจะมีการระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุขึ้น ทว่าสำหรับเหล่านักสำรวจที่ต้องทิ้งหลักฐานชิ้นสำคัญไว้กลางเพลิงไหม้ นี่คือความสูญเสียอย่างมหาศาล แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับการสูญเสียผู้เป็นดั่งหัวใจหลักสำคัญของทีมพวกเขา

หญิงสาวได้แต่ปล่อยให้น้ำตาร่วงลงอาบแก้ม ขณะมองดูหน่วยกู้ภัยขนย้ายร่างสีดำไหม้เกรียมออกจากที่เกิดเหตุ เธอจำแหวนมากมายที่ศาสตราจารย์ชอบใส่ได้ และมันก็ประดับอยู่บนนิ้วมือหงิกงอของศพนั้น

ทุกอย่างพังทลายไปพร้อมกับตึกแห่งนี้แล้ว เธอทรุดล้มลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝนสีเทา อากาศเย็นชื้นเต็มไปด้วยขี้เก้าปลิวว่อนทั่วบริเวณ คนบาดเจ็บมากมายถูกปฐมพยาบาลรอบๆตัวเธอ ไฟฉุกเฉินยังคงส่องเหนือรถพยาบาลและรถดับเพลิง เจ้าหน้าที่เป็นสิบเดินว่อนไปทั่ว ของทั้งหมดคงถูกเผาหายไปกับห้องวิจัยเสียแล้ว

ไม่เหลือสิ่งใดแล้ว....

ความสิ้นหวังครอบคลุมไปทั่ว พร้อมกับความเศร้าโศกเหน็บหนาวสุดขั้วหัวใจ ความสุญเสียมากมายเกินกว่าจะรับได้ กลุ่มคนที่ต้องเสียเพื่อน คนรู้จัก และแม้แต่คนในครอบครัวร้องห่มร้องไห้จนเสียงกลืนไปกับเสียงฝีเท้าและความวุ่นวายทั้งหลาย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเข้าหูเธอทั้งนั้น

รองเท้าของเธอเปื้อนด้วยขี้เถ้าสีดำ คราบเขม่าเกาะตามเสื้อผ้าและร่างกาย สายตาจับจ้องเพียงปลายเท้าเท่านั้น...ทว่านอกจากซีเมนต์และคราบเขม่า เธอเห็น..ทรายสีขาว...

เธอเร่งเงยหน้าขึ้นมาทันที ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาและมองไปรอบๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีบางอย่างหลงเหลืออยู่

ความวุ่นวายตกอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่ง เขาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงันก่อนจะหายไปในความมืด

 

...

หลายวันผ่านไป พื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยที่ถูกไฟไหม้ถูกทิ้งร้างและล้อมรัวไว้ไม่ให้ใครผ่าน เพื่อซ่อมแซมส่วนจำเป็นให้เรียบร้อยเสียก่อน ทว่าก็มีบ้างที่มีคนจรจัดบางคนเข้าไปอาศัยซากปรักหักพังนั้นเพื่อหลบฝนและความหนาวในยามกลางคืน

“เฮ้...เคยได้ยินไหม เขาว่ากันว่าที่นี่มีเสียงคนดังขึ้นมาตอนกลางคืนด้วยนะ” เสียงจากวัยรุ่นผู้หนึ่งพูดขึ้นอย่างลิงโลด เขานำพาเพื่อนของเขาปีนข้ามรั้วกั้นอย่างไม่กลัวเกรง และตรงเข้าไปในอาคารสีดำไหม้เกรียม

“ข่าวลือว่าอาจจะมีคนรอดอ่ะนะ ฝันไปล่ะมั้ง” วัยรุ่นหนุ่มอีกคนกล่าวขึ้นอย่างเบื่อหน่าย ขณะที่พวกเขาพากันก้าวขึ้นบันไดไปพร้อมกับกระป๋องสี ข้ามผ่านซากต่างๆที่ใหญ่เกินกว่าหน่วยกู้ภัยจะเอาออกไปได้อย่างคล่องแคล่ว

“ที่นี่เหม็นชะมัด! มีแต่กลิ่นไหม้”

“เลิกบ่นน่า เออ...เขาว่ามีศาสตราจารย์คนหนึ่งเอาของอาถรรพ์มาถึงได้เกิดเรื่องนี้ขึ้นด้วยนะ”

“หา มัมมี่ปีศาจน่ะนะ น่าขำว่ะ ถ้าบอกว่ามีซอมบี้ยังจะน่ากลัวซะกว่า” เสียงพูดกลั้วหัวเราะ พลางเขย่ากระป๋องสีและเล็งหาจุดดีๆที่เหมาะจะสร้างงานศิลปะสมัยใหม่ของพวกเขา

“ได้ข่าวว่าห้องนี้ด้วยไม่ใช่หรือไง วิวดีสุดๆ กำแพงหายไปครึ่งแน่ะ เห็นรอบๆเลยว่ะ”

เป็นดังที่วัยรุ่นคนนั้นว่า กำแพงด้านหนึ่งพังทลายไปแล้ว จึงเห็นวิวได้ทั้งเมือง แต่เพราะด้านบนนี้มืดสนิทจึงไม่มีใครมองเห็นพวกเขา และยังดีที่มันยังมีหลังคาให้บังฝนปรอยๆที่กำลังตกอยู่ทั่วเมือง

เวลาผ่านไปได้สักพักหลังจากพวกเขาเริ่มวาดลวดลายบนกำแพง เด็กหนุ่มคนหนึ่งขมวดคิ้วแล้วหันมองรอบห้อง “เฮ้เพื่อน...นายได้ยินเสียงอะไรแปลกๆไหม?”

“อะไร ได้ยินเสียงผีที่นี่รึไงวะ” เพื่อนเขาอีกคนประชดประชันใส่ ทว่าทันทีที่สายตามองเห็นบางอย่างในความมืดเขาก็ชะงักไปเช่นกัน

ท่ามกลางกองขี้เถ้า เขาเห็นบางอย่างสีทองส่องประกายสะท้อนจากแสงไฟฉายในมือเขา เมื่อเดินเข้าไปใกล้และปัดคราบเขม่าออกเขาจึงเห็น...แม้จะมีรอยไหม้ แต่ทองคำกลับไม่เป็นอะไร โลงศพฟาโรห์...

ทว่าก่อนจะได้ตะโกนบอก ขี้เถ้าสีดำกลับฟุ้งกระจายทั่วห้องราวกับถูกพายุพัดอย่างรุนแรง เสียงสบถด่าดังลั่นไปทั่วห้องทันที และก่อนที่จะรู้ตัวรอบข้างก็มืดสนิทลงอย่างกะทันหัน

โลงศพค่อยๆสลายกลายเป็นเพียงผงสีทอง แต่ไม่มีใครได้เห็น พวกวัยรุ่นวิ่งหนีออกไปกันหมด จึงไม่มีใครรู้ด้วยเช่นกัน...ว่าใจกลางกองผงทองคำนั้นมีร่างหนึ่งลุกขึ้นมาจากกองขี้เถ้า ความมืดนั้นเกินกว่าจะมองเห็นได้ละเอียดนักว่าเขารูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร ความกดดันหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงลมยังเงียบลง ร่างสูงตระหง่านลุกขึ้นจากซากแห่งความตาย

“...กี่พันปีแล้วนะที่ข้าหลับไป...” เขาเอ่ยเปรยกับตัวเองแผ่วๆ เสียงห้าวแหบกลับดังกังวาน...ก่อนชายหนุ่มจะเดินตรงไปยังรูโหว่ของห้อง มองภาพตรงหน้าอย่างตระการตา ก่อนจะกระโดดลงไปจากชั้นห้าทันที

 

รู้จักไหม...Ladybeard

posted on 22 Feb 2014 03:39 by bellalo in TALKwithME
ขอเปิดเอนทรี่ด้วยความรู้สึกร่ำไห้และดีใจและอื่นๆอีกมากมาย...
 
ณ วันนี้...มีเรื่องที่เกิดขึ้นที่ทำให้อดไม่ได้ที่จะกลับมาเขียน #ทั้งที่ปกติเขียนแต่ฟิค
.
.
.
...
เนื่องจากเผลอไผลไว้ใจเพื่อน(ที่แต่ละคนแมร่มไม่ควรไว้ใจเอาซะเลย) เผลอกดเข้าไปในลิงก์ที่มันแท็กมาให้
เราจึงได้รู้จักกับ..เธอ?...เขา??...คนนี้ย์!!
.
.
.
.
.
.
.
..
.
.
.
.
.
.
.
พร้อมจะดูหรือยัง?
.
.
.
.
.
.
.
.
.
..
.
.
.
.
แน่ใจอ่ะ?
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
...
.
.
.
.
.
.
.
เปิดก็ได้ฟะ ฟฟฟ
.
.
.
.
.
.
.
.
..
 
 
LADYBEARD
 
(หรือที่เราแปลแบบเชรี่ยมๆว่า "สุภาพสตรีมีหนวด")
 
 
 
 
เขาได้เปลี่ยนโลกฉันไปในคืนนี้... //พราก อ๊ากกกกกกกก!!!
 
 
 
 
ไม่ย์น้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!
 
ต้นเหตุที่ทำให้เราได้บ้าไปแล้ว ณ ตอนนี้มาจากลิงก์คลิปนี้!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โลกใหม่ใบนี้ช่างยากจะเข้าจึยส์... \(;q; \)
 
(ทำไมฉันมันส์กับเพลงเสียเหลือเกิน บันเทิงเสียเหลือเกิน WTF!? ไม่นะ สมองฉันถูกทำลายไปแล้ว!!)
 
 
 
 
 
อิฉันคงเกินเยี่ยวยาแล้ว
 
Moe Metal Cute Cute!!! \lml //ชูนิ้วร็อคแล้วพราก

[MS&OG] บทที่2

posted on 05 Aug 2013 01:33 by bellalo in MyNovel

-2-

“เฮ้ เรนเบิร์ด นายเป็นอะไรไป”เสียงทักจากเพื่อนร่วมงานทำให้เด็กหนุ่มได้สติ

“อ๊ะ ป...เปล่าหรอก”เขารีบปฏิเสธ ก่อนมองไปบนยอดตึกที่ร่างของหญิงสาวปริศนาได้หายตัวไป “แต่...เธอคนเมื่อกี้เป็นใครเหรอครับ?”

“หือ? คงจะเป็นพวกชนชั้นสูงของปีศาจน่ะ”หนึ่งในทหารผู้ดูแลเขาตอบ “ถ้าดูจากประวัติแล้ว ปีศาจตนนี้ไม่ค่อยแสดงบทบาทการทำลายเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักมากับอสูร ตัวเองจะอยู่เฉยๆมากกว่าทำร้ายใครหรือทำลายอะไรน่ะ แต่ดูท่าทางพวกปีศาจก็ไม่ไว้ใจเธอเหมือนกัน เราเรียกปีศาจตนนั้นว่าบลัดดี้”

“บลัดดี้?”เด็กหนุ่มผมฟ้าหันไปหานายทหารอย่างสงสัย

“แน่นอนล่ะ เพราะสีผมกับสีตาของเธอเป็นสีแดง อีกทั้งยังยูนิฟอร์มนั่นอีก มันเป็นสีแดงเลือดทั้งหมดแถมพวกปีศาจก็ยังมักจะพูดถึงเธอ พวกที่เราจับมาได้ก็พูดถึงชื่อเธอเช่นกัน แต่ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอประกาศหรือพูดกับพวกเราแบบนั้นสักครั้ง บางทีเจ้าตัวนั้นอาจจะเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเธอก็ได้ พอเห็นมันถูกฆ่าเลยโมโหน่ะ ฮะๆ”

เด็กหนุ่มเพียงเออออไปกับนายทหารและหัวเราะตาม ก่อนจะเลิกสนใจและเหม่อมองไปยังจุดเดิม ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยแววความรู้สึกประหลาด ในหัวของเขาประทับภาพของอสูรสาวสวยงามตนนั้น

ร่างกายสูงใหญ่เพรียวบางในชุดรัดรูปคล้ายดรายสูทสีดำอมแดง ทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีแดงเข้ม ผมซอยยาวระบ่าสีแดงสด ปลายเป็นสีดำ ดวงตาประหลาดคู่นั้น ดวงตาที่เป็นสีแดงเข้มราวกับสีสันของพระอาทิตย์ยามอัสดงแข็งกร้าวไร้ตาขาว ทำไมมันดูเหมือนอัญมณีแบบนั้นกันนะ อีกทั้งผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนนั่นอีก ปีศาจที่ไหนสวยงามได้เช่นนั้น รอยสักข้างแก้มสีเขียวนั่นก็ตัดกันเหลือเกิน

เสียงออกทุ้มน้อยๆนั่นฟังดูแล้วช่างทำให้ใจสั่นซะเหลือเกิน ทำไมเขาคนนี้ถึงได้ใจเต้นกับปีศาจกัน ทั้งๆที่ปีศาจคือศัตรูของเขาแท้ๆ แต่นายทหารคนนั้นก็บอกว่าเธอไม่ค่อยมีส่วนร่วมทำลายล้างมนุษย์ มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าว่าเธอเป็นปีศาจที่อยู่ฝ่ายธรรมมะ ไม่ใช่อธรรม

เขาสะบัดหัว ก่อนตบแก้มตัวเองเบาๆ

“ไม่เอาน่า เรนเบิร์ด นายต้องไม่หวั่นไหวสิ”เขาพูดกับตัวเองเบาๆ

“เฮ้ นั่นเรนเบิร์ดนี่นา ว้าว! ฮีโร่คลาสเอสลงมาทำหน้าที่ด้วยตัวเองเลย รีบถ่ายเขาเร็วเข้า”เสียงของพวกนักข่าวดังขึ้นทำให้เขาเรียกสติกลับมาเร็วกว่าที่คิด ตอนนี้รอบๆเขาเริ่มมีนักข่าวรุมล้อมเข้ามาแล้ว

“เรนเบิร์ด รีบกลับไปเถอะ เราไม่ควรอยู่ให้สัมพาทย์นานนักนะ เรื่องนี้ปล่อยให้พวกทหารจัดการเถอะ”ฮีโร่คนอื่นๆเร่งสะกิดเขาแล้วเริ่มบินออกไปทีละคน

“เข้าใจแล้วครับ”เขารีบหันไปตอบคนอื่นๆ ก่อนจะเร่งบินจากไปอีกคน

ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้บินไปไหนไกลนักหรอก ก็แค่หาตรอกซอกซอยแปลงร่างกลับแล้วเนียนเดินออกมาทำทีเป็นว่า เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเดินออกมาเท่านั้น เขาก็เช่นกัน ได้เวลาเลิกเล่นบทเรนเบิร์ดผู้กล้าหาญแล้ว เด็กหนุ่มกางปีกแล้วบินออกไปเพื่อให้พ้นจากกลุ่มนักข่าวผู้มากมายจนเกินจะรับมือ

ตรอกดีๆอยู่ไม่ไกลนัก เขาเห็นตรอกเล็กๆบางแห่งส่องแสงสว่าง แปลว่ามีคนใช้เพื่อกลับร่างอยู่ พวกเขาไม่สนใจจะรู้จักกันเองในฐานะคนธรรมดานักถ้าไม่ใช่เพื่อนร่วมทีม เพื่อป้องกันความลับรั่วไหลนั่นเอง

เรนเบิร์ดร่อนลงที่ตรอกแห่งหนึ่งไกลจากพวกนักข่าวพอควร เขายืนบนพื้นอย่างมั่นคงแล้วเก็บปีกของตัวเอง พวกมันแตกกระจายเป็นขนนกแสงมากมายแล้วจางหายไปในอากาศ เขามองพวกมันจนหายไปหมดจึงแตะที่อัญมณีสีฟ้าของตนแล้วส่งพลังเวทย์พร้อมคำสั่งให้มันหายไป

“ภารกิจลุล่วงแล้ว”เรนเบิร์ดเอ่ยคีย์เวิร์ดเช่นทุกที

ทว่าผ่านไปหลายวินาทีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนเขาต้องขมวดคิ้วแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง แต่มันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม สีหน้าของเด็กหนุ่มเครียดขึ้นมาทันทีก่อนจะรีบเอามือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อติดต่อสำนักงานใหญ่

“ฮัลโหล นี่เรนเบิร์ดครับ ผมเจอปัญหา”

[“ห๊ะ เรนเบิร์ด นี่เครื่องแปลงร่างเธอเสียอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมโทรมาจากจุดเกิดเหตุกันห๊ะ”] เสียงโวยวายจากปลายสายทำให้เขาต้องเร่งเอามือถือออกห่างจากหู แล้วค่อยแนบหูใหม่อีกครั้ง

“คือผมอยู่แถวนี้พอดีน่ะครับ แล้วเห็นปีศาจมันแข็งแกร่งเกินไปเลยยืมพลังจากคนแถวนั้นมาคนหนึ่งเพื่อแปลงร่างครับ”เรนเบิร์ดอธิบายคร่าวๆ “แล้วตอนนี้ผมก็ติดอยู่ในร่างนี้...แปลงร่างกลับไม่ได้น่ะครับ..”

[“อะไรนะ?! นี่เธอไปจูบชาวบ้านเขาที่ไม่รู้ว่ามีพลังมั้ยงั้นเหรอ โอ๊ยตายจริง เอ๊ะเดี๋ยว...ว่าไงนะ นี่เธอจูบใครถึงได้ยืมพลังมาได้ ปกติคนที่ยืมพลังได้จะต้องเป็นคนที่มีพลังเหมือนกันเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”]

“นั่นน่ะสิครับ ปัญหาคือตอนนี้ผมแปลงร่างกลับไม่ได้ ผมจะต้องทำยังไงล่ะครับ”

[“ก็ต้องไปจูบอีกครั้งเพื่อทำพันธะสัญญาน่ะสิ ให้พลังทั้งสองเชื่อมต่อกันไม่งั้นก็แก้ไม่ได้หรอก”]

“แล้วผมจะตามเธอเจอได้ยังไงกันล่ะครับ?!”เรนเบิร์ดโวยวายอย่างตกใจ

[“ฉันจะรู้เธอไหมล่ะ ลักษณะภายนอกเป็นยังไงล่ะ”]

“อืม...ตัวสูง ผิวสีน้ำผึ้ง...ผมแดง...”เรนเบิร์ดชะงักเมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวที่ตนยืมพลังไปคล้ายกับใคร “เอ่อ...โอเปอเรเตอร์ครับ ผมว่ามรู้แล้วว่าใคร...”

[“คนรู้จักเธอเหรอ ดีๆ จะได้ตามหาง่ายๆหน่อย”]

“เปล่าครับ..เธอเป็นปีศาจชื่อบลัดดี้”

คราวนี้เสียงปลายสายเงียบไปนานทีเดียว  ก่อนเสียงโวยวายจะดังขึ้นอย่างฉุกละหุก เดาได้เลยว่าพนักงานรอบข้างคงได้ยินสิ่งที่เขาพูด และเรื่องราวคงกำลังเป็นเรื่องใหญ่แน่ในตอนนี้

[“นายบอกว่านายดันไปจูบบลัดดี้เนี่ยนะ?! เธอโผล่มาแถวนั้นด้วยเรอะ ถึงว่าทำไมไม่ค่อยพบ ไปอยู่แถวที่ไม่มีคนนี่เอง บ้าจริง!!”] เสียงโวยวายของอีกฝ่ายทำให้เรนเบิร์ดต้องเอามือถือออกห่างจากหูอีกรอบ

“แล้วมันทำไมล่ะครับ? เธอเป็นปีศาจผมก็เข้าใจ มันยากและคงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตามหาสินะครับ”

[“ผิดแล้ว เรื่องที่ใหญ่น่ะมันไม่ใช่เรื่องการตามหา แต่เป็นสถานะที่หล่อนเป็นต่างหาก ยัยบลัดดี้เป็นปีศาจชั้นสูงเผ่าพันธุ์ยักษ์ที่หายากในปัจจุบัน แต่ที่สำคัญคือยัยนั่นไม่สังกัดฝ่ายใคร วันดีคืนดีก็มาร่วมมือกับเราเพื่อโค่นปีศาจที่ตัวเองเหม็นขี้หน้า และบางทีก็โค่นล้มเราอย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะสำเร็จ ยังดีอย่างที่เธอชอบลอยชายไปเรื่อยๆมากกว่าทำลายมนุษย์อย่างจริงจัง”]

“เก่งจังนะครับ”เรนเบิร์ดพูดทึ่งๆ

[“เพราะแบบนั้นน่ะสิถึงน่ากลัว เราพยายามไม่กระทบกระทั่งเธอ เพราะเธอดูไม่สนใจมนุษย์เหมือนปีศาจอื่นๆ แต่เธอดันไปจูบบลัดดี้อย่างนี้ เธอที่เกลียดการถูกสัมผัสต้องโกรธแน่”]

“ใช่ครับ ขนาดบอกว่าพวกผมจะต้องโดนดีแน่ๆ”เรนเบิร์ดพยักหน้ากับตัวเอง

คราวนี้ปลายสายเงียบไป ก่อนจะมีเสียงดังตุบ และเสียงโวยวายจากอีกด้านของมือถือ ฟังจากเสียงแล้วก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าตอนนี้พวกคนปลายสายอยู่ในภาวะวุ่นวายกันขนาดไหน เรนเบิร์ดได้แต่นึกขอโทษในใจ เพราะดันทำอะไรไม่คิด

แหม ในสถานการณ์แบบนั้นเขาคงคิดอะไรไม่ทันหรอก...

 

___________________________________[TBC.]____
บทที่สองนะแจ้ หวังว่าคงอ่านกัน ถถถถว์ #บ้าจริง

[MS&OG] บทที่1

posted on 01 Aug 2013 20:19 by bellalo in MyNovel

-1-

อสูรร้ายร่างกายใหญ่โต ผิวหนังตะปุ่มตะป่ำ รูปร่างหน้าตาน่าเกลียด อัปลักษณ์เข้าไส้ ตาใหญ่ข้างเล็กข้าง แขนขาเก้งก้างไม่สมส่วน บวกกับการแต่งกายพิลึกพิลั่นสนั่นโลก ช่างเป็นปีศาจในอุดมคติของเด็กประถมอย่างแท้จริง ไม่รู้เลยว่าเจ้าพวกคนออกแบบทำไมถึงได้ทำกับสัตว์น่าสงสารแบบนั้นได้ลงคอ

สริตา หญิงสาวร่างสูงใหญ่กว่าคนปกติเล็กน้อยยืนกอดอกมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเฉยชา ขณะที่สัตว์ประหลาดเหวี่ยงแขนขาทำลายล้างตึกสูงเสียดฟ้าและยานพาหนะมากมายอย่างบ้าคลั่ง ในสายตาเธอ มันก็เหมือนกับลูกหมาตัวเล็กๆกำลังเล่นสนุกสนานกับลูกบอลที่กลิ้งหายไปมาในพงหญ้า มันก็เลยวิ่งเข้าไปค้นหาของที่ต้องการเท่านั้นเอง

แต่ในสายตามนุษย์ นั่นมันนรกชัดๆ ต่อให้เมืองนี้ไม่ได้มีคนมากมายขนาดจะมีคนตายเพราะเรื่องนี้ก็ตาม มันเป็นหายนะและคล้ายกับวันสิ้นโลกจริงๆ แต่...อา..สำหรับเธอแล้ว วันนี้ช่างเป็นวันที่สดใส ท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง แสงสว่างกำลังดี เหมาะกับการพาอสูรมาเดินเล่นเสียจริงๆ ถึงแม้อสูรที่เธอได้รับมอบหมายมันจะตัวใหญ่ไปหน่อยก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอยู่ดี

จนกระทั่งมีพวกงี่เง่าโผล่หัวมารังแกสัตว์เลี้ยงของเธอ

เอาเถอะ เธอไม่คิดจะยุ่มย่าม เพราะยังไงซะ เจ้าตัวใหญ่ตรงนั้นก็ไม่ใช่ร่างจริง ดีซะอีกเธอจะได้เอาแกนกลางที่เป็นชีวิตของมันไปสร้างร่างใหม่ให้น่ารักกว่านี้

ผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลพากันวิ่งออกมาและโห่ร้องอย่างฮึกเหิมเมื่อได้เห็นกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นฮีโร่ สำหรับสริตา มันก็แค่พวกเด็กวัยรุ่นแต่งตัวประหลาดเท่านั้น แถมยังน่าขันตรงที่เป็นผู้ชายแท้ๆ ดันแต่งตัวสีสันสดใสและดีไซน์เสื้อผ้าแบบผู้หญิง ลักษณะการต่อสู้พวกนั้นก็ไม่ต่างจากสาวน้อยเวทย์มนต์เลย

รู้สึกจะเรียกกันว่า... หนุ่มน้อยเวทย์มนต์ล่ะมั้ง?

อีกชื่อที่เธอได้ยินพวกปีศาจเรียกกันอย่างล้อเลียน คือกลุ่มสาวดุ้นพิทักษ์โลก ถ้าจำไม่ผิด...เอาเถอะ เธอก็สนเพียงแค่ว่าเมื่อไหร่จะมีสักฝ่ายแพ้ๆไปซักที เธอเบื่อหน่ายการยืนรออยู่ตรงนี้เต็มที ทั้งฝุ่นจากอาคารถล่มและผู้คนที่วิ่งกระแทกเธอมันช่างน่ารำคาญ และน่าเบื่อมาก จนเธอจามเพราะฝุ่นบ้าพวกนั้นช่างมากมายซะเหลือเกิน

ผมสีแดงเลือดของเธอถูกฝุ่นจับเกาะเต็มหัวจนต้องปัดออก พวกมันฟุ้งออกมาและลอยไปตามลม หางคิ้วและข้างแก้มของเธอมีปานคล้ายรอยสักสีเขียวเป็นลวดลายประหลาด อันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ยักษ์ของเธอ มันออกจะต่างจากยักษ์ญี่ปุ่นและยักษ์ยุโรปอยู่มาก แต่นอกจากนั้นก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

ดวงตาสีแดงสดใสจ้องไปที่กลุ่มเด็กหนุ่มสามสี่คนที่ลอยอยู่กลางอากาศ ร่ายเวทย์มนต์สดใสสวยงามหวังทำลายและเจาะเข้าไปในผิวของปีศาจน้อยของเธอ ดีที่เธอเอาส่วนรับรู้ความเจ็บปวดของมันออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นเจ้าอสูรน้อยคงน่าสงสารแย่ มันเกิดมาได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง แค่ต้องมาเจอเรื่องน่าเบื่อแบบนี้ก็เสียสุขภาพจิตพอแล้ว ถ้าต้องเจ็บปวดด้วยคงแย่

แต่การไม่แสดงความเจ็บปวดของมัน ทำให้ทั้งกลุ่มดูท้อไปไม่น้อย พวกกองทัพของมนุษย์ก็ล้อมอสูรกายร่างใหญ่โตไว้และระดมยิงมันจากทุกทิศทาง ก็ดีอย่างหนึ่งที่ผิวขรุขระของมันทำให้กระสุนพวกนั้นเจาะไม่เข้า สริตาไม่สนใจว่าใครจะชนะ ถึงแม้อสูรของเธอชนะอาจจะดีกว่า แต่ตามหลักหนังการ์ตูนแล้วสักพักจะต้องมีพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาให้ความหวังและยำอสูรของเธอแน่นอน ถึงตอนนั้นก็แค่เดินไปหยิบแก่นกลางมาสร้างร่างใหม่ ว่าแต่เมื่อไหร่มันจะจบเสียที...

สริตาไม่ได้สังเกตเลยว่าตอนนี้ข้างๆเธอมีใครบางคนกำลังยืนมองเธออยู่ หญิงสาวร่างสูงเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อถูกจ้องไปได้สักพัก จึงหันไปเจอะดวงตาสีดำเหลือบน้ำเงินที่จ้องเธอเขม็ง สีหน้าลังเลใจแสดงชัดบนใบหน้าหวานขาวผ่อง

“อะไร?”เธอขมวดคิ้วใส่ อีกฝ่ายใส่ชุดนักเรียนชาย สูทสีน้ำเงินเห็นไม่ชัดนักว่าของโรงเรียนไหน

“ผ...ผมมีเรื่องต้องขออนุญาตคุณน่ะครับ”สีหน้าของเขาดูไม่ดีนัก เหมือนกำลังจะสารภาพกับแม่ว่าเพิ่งทำแจกันใบโปรดแตกมาก็ไม่ปาน

“ขออนุญาต?”คราวนี้หญิงสาวเลิกคิ้วสูง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงต้องมาขออนุญาตในสถานการณ์แบบนี้

แล้วที่สำคัญ ถึงจะไม่แตกต่างมาก ทำไมเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ถึงกล้าเดินมาหาเธอที่ไม่เหมือนมนุษย์ปกติ ทั้งร่างกายของเธอก็สูงกว่าคนทั่วไป สีตาก็ดูไม่ใช่คน ซ้ำยังรอยสักข้างแก้ม คนปกติที่ไหนจะทำแบบนี้กัน ถ้าไม่ใช่ว่าเจ้าคนนี้ไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก ก็คงเป็นเพราะหมอนี่โง่เกินกว่าจะแยกแยะคนกับปีศาจออก

“ขอโทษด้วยครับ!”เขายกมือไหว้เธอ ก่อนจะโอบรอบลำคอของเธอแล้วดึงให้เธอก้มลงมา

สริตาไม่ทันตั้งตัว สมองเธอคิดอะไรไม่ทัน ชั่วขณะนั้นทุกอย่างเป็นเพียงภาพหยุดนิ่ง ในหัวขาวโพลน รับรู้เพียงภาพของใบหน้าอีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้จนไม่เห็นอะไรอย่างอื่นนอกจากแพขนตาสีฟ้า

เดี๋ยว...สีฟ้า?

แสงสว่างวาบทำให้เธอต้องเร่งปิดตาลง ริมฝีปากยังคงสัมผัสอะไรสักอย่างนุ่มๆ และเมื่อรู้สึกตัวเธอก็เร่งเอามือผลักอีกฝ่ายออกไปทันที ดวงตาสีแดงสดจึงเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน

สบกับดวงตาสีฟ้าสว่างทำให้สติเธอหยุดทำงานชั่วคราวพอๆกับชุดที่เขาใส่

เด็กหนุ่มผิวขาวจัดในชุดสีฟ้า เสื้อแขนตุ๊กตาพองๆสีฟ้าอ่อนประดับด้วยริบบิ้น ที่คอผูกโบว์ขนาดใหญ่กลัดด้วยอัญมณีสีน้ำเงินทรงกลม กางเกงฟักทองสีฟ้าเข้มคลุมด้วยอะไรสักอย่างคล้ายกระโปรงฉีกด้านหน้าสีฟ้า และรองเท้าบู๊ทส้นสูงสีฟ้าเข้ม ผมทรงบ๊อบเทสีฟ้าสดใสและใบหน้าหวาน ตอนนี้เขาดูเหมือนสาวน้อยเวทย์มนต์ไม่มีผิด

“ขอบคุณครับ!”เขาพูดกับเธอ ก่อนจะกางปีกสีขาวสะอาดออกพร้อมเอฟเฟคต์ขนนกเรืองแสงปลิวแล้วพุ่งไปทางอสูรของเธอทันที

ตอนนี้สริตาได้แต่นิ่งเงียบ ถ้าเป็นเกมคงจะคล้ายๆกับติดสตั้นไม่ก็อยู่ในสถานะติดเคิร์ส หัวสมองว่างเปล่าๆค่อยๆดึงสติอันน้อยนิดกลับมาช้าๆ ขณะที่มองเห็นเจ้าหนุ่มผมฟ้ายิงพลังที่ส่องสว่างจ้าไปที่อสูรของเธอ

“ชิ...บ้าอะไรกัน อสูรฉันแพ้ซะแล้ว”สริตาส่งเสียงจิ๊จ๊ะ แม้มันจะเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ก็ตาม

แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าการกระทำเมื่อกี้ที่เกิดขึ้นคืออะไร ใบหน้าคมถึงกับซีดเผือดลง มือเริ่มมีเหงื่อออก นึกถึงสัมผัสที่เกิดขึ้นชั่วพริบตาที่ยังรู้สึกติดอยู่ที่ริมฝีปาก สริตาตาค้าง นึกออกแล้วว่ามันคือสิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่า

จูบ

“บ้าเอ๊ย!!”เธอสบถออกมาชุดใหญ่ หูปลายแหลมแดงซ่าน แม้ว่าใบหน้าเธอจะไม่ได้แดงก็ตาม หญิงสาวไม่อาจบอกได้เลยว่าตอนนี้เธอโกรธหรืออายหรือรู้สึกอย่างไร มันเกินจะบรรยายทีเดียว แต่ที่แน่ๆคือเธออยากจะอัดเจ้างั่งนั่น!

เขี้ยวขาวงอกออกมาจนโผล่พ้นริมฝีปาก มันโง้งขึ้นเหมือนงาช้าง เธอกัดฟันกรอดขณะที่ดวงตาขยายใหญ่จนไม่เหลือพื้นที่ตาขาว ดวงตากลายเป็นสีแดงเข้มไปทั้งหมด รอยสักเข้มขึ้นอย่างชัดเจน เธอมองดูจังหวะที่พลังของกลุ่มคนสลายตัวลง ร่างของอสูรของเธอก็หายไปเช่นกัน มันสลายเป็นฝุ่นผงสีทองคำ และปรากฏแท่งคริสตัลสีฟ้าเรืองแสงจางๆเป็นจังหวะราวกับหัวใจเต้นลอยอยู่กลางอากาศ

จังหวะนั้นเองที่ทุกคนเผลอ สริตาพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงและคว้าแท่งคริสตัลเอาไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนรอบข้าง หญิงสาวกระโดดด้วยพลังมหาศาลขึ้นไปอยู่บนยอดตึกใกล้ๆอย่างรวดเร็วแล้วหันมามองคนแถวนั้นด้วยสายตาเย็นชา

ดวงตากวาดไปทั่วจนพบเจ้าคนไร้มารยาทชุดสีฟ้าที่กำลังตื่นตะลึงกลางอากาศ ริมฝีปากส่งเสียงชิอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะชี้หน้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน

“แกน่ะ จำไว้เถอะว่านี่ก็แค่เรื่องเล่นๆของพวกฉัน คราวหน้า พวกแกโดนดีแน่ พวกแกทุกคน!”สริตาจงใจถลึงตาใส่เจ้าบ้าผมฟ้าเป็นพิเศษ ก่อนจะใช้มือกรีดอากาศ กลายเป็นรูโหว่ของมิติขึ้นมาแล้วกระโดดเข้าไปในนั้น

“เอ๋?...”เสียงจากเด็กหนุ่มพูดขึ้นเบาๆ ขณะที่ในใจของเขากลับส่งเสียงตึกตักที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

mahou shounen&Oni girl [omake]

posted on 31 Jul 2013 23:09 by bellalo in FUNNY
มีแผนจะทำเรื่องสองคนนี้อย่างจริงจัง...แต่ช่วงนี้ขี้เกียจ วาดเล่นเป็นสี่ช่องไปเถอะเนอะ ถถถว์
 
 
 
ก็อยากทำบ้างอะไรบ้างอ่ะนะ 5555+
เริ่มจากตรงนี้นะแจ๊ะ http://bellalo.exteen.com/20130428/mahou-shounen-oni-girl
 
และจะเอามาเล่นอีกเรื่อยๆ ถถถว์
 

Recommend