เบลลาโล View my profile

ANUBIS: Chapter 1 (part 1)

posted on 21 Oct 2014 22:36 by bellalo

[นิยายเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงใดๆทั้งสิ้น เป็นเรื่องแต่งล้วนๆจ้า]

Chapter -1-

กลิ่นอายทะเลทรายยังคงตราตรึง เสียงลมที่พัดพาเอาเม็ดทรายให้ล่องลอยยังดังก้องในหู ข้าจำได้...แดนไอยคุปต์แผ่นดินเกิดของข้า ข้าจะจมดิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งเม็ดทรายสีตะวันแห่งนี้ไปจวบจนนิรันดร์กาล

แต่บัดนี้...ความรู้สึกร้อนระอุที่โอบอุ้มข้ามาตลอดหายไป มันหนาวเย็นเหลือเกิน....

 

...

“ขนดีๆล่ะ ชิ้นนี้ไม่ใช่ราคาน้อยๆเชียว ของอื่นๆก็เหมือนกัน อย่าให้คลาดสายตาล่ะ”

เสียงโวยวายเป็นภาษาถิ่นดังตะคอก สั่งให้คนงานแบกขนเอาทรัพย์สินโบราณออกจากพีระมิดลึกลับแห่งใหม่นี้ออกมา เต็นท์ผ้าใบกางตั้งเป็นระยะรอบๆไม่ห่างไกลกันนัก รถจี๊ปจอดรอเพื่อขนข้าวของสำคัญที่ถูกเลือกเอาออกมาเพื่อเก็บรักษา แม้สำหรับบางคนในที่นั้นจะคล้ายกับเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นพระเกียรติของผู้เป็นเจ้าของที่นี่ แต่เพื่องานหาเลี้ยงปากท้องพวกเขาก็ไม่อาจออกปากออกเสียงใดๆ และสำหรับนักสำรวจและนักโบราณคดีตาน้ำข้าวกลุ่มใหญ่ มันคือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก

“ใครจะไปคิดว่าที่แบบนี้จะมีพีระมิด จริงไหมจีน” ชายสูงวัยหันไปถามผู้ช่วยสาวของเขาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่จ้องมองไปยังโลงสีทองคำที่ถูกตั้งเอาไว้ในเต็นท์ผ้าใบขึงมิดชิด ในเต็นท์มีเพียงเขา ลูกศิษย์ลูกหาสองสามคนและล่ามอีกหนึ่งคนเท่านั้น

“จริงค่ะศาสตราจารย์ ที่นี่เคยถูกสำรวจมาแล้วหลายครั้งด้วย” หญิงสาวผมแดงพยักหน้าเออๆออๆตามเขาไป สายตาเธอสนใจแต่โลงศพเลอค่าตรงหน้า...ที่ถูกสร้างอย่างพิสดารผิดรูปลักษณ์โลงศพของปุถุชน หรือแม้แต่ฟาโรห์ผู้สูงศักดิ์

“ใครจะคิดล่ะว่าจะมีพีระมิดฝังใต้ทะเลทราย...ถ้าไม่ใช่ว่ามีคนสะดุดเอาคงไม่มีใครสนใจมันเลยจริงๆ” ศาสตราจารย์คนนั้นยังคงพูดพล่ามต่อไป เขาสวมถุงมือและใช้เครื่องมือปัดทรายออกจากซอกมุมต่างๆบนโลง “โลงศพนี้สูงใหญ่มาก มีเครื่องประดับฝังด้านนอกด้วยซ้ำ น่าแปลกดีไหมล่ะ”

จีนยอมรับ...หญิงสาวไม่เคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อนนับแต่ทำงานเป็นนักสำรวจร่วมกับศาสตราจารย์คนนี้ แม้เธอจะได้พบเจอกับอะไรน่าสนใจมากมาย แต่ก็ไม่เคยพบสิ่งสวยงามตรึงตาตรึงใจเช่นนี้ สวยวิจิตรงดงาม มนต์สเน่ห์แห่งทะเลทรายโบราณจับสายตาเธอให้ต้องมองสำรวจให้คุ้มกับที่ได้เกิดมา

“ใช่แล้ว...เราจะต้องนำโลงศพนี้ไปเปิดที่มหาลัยของเรา ถ้าหากนำมาเปิดที่นี่มัมมี่ข้างในจะต้องเสียหายแน่” ชายสูงวัยดูมีท่าทีตื่นเต้นราวกับเด็กๆ เขาอยากรู้อยากเห็นสมเป็นนักสำรวจมือฉมัง ความฉลาดของเขาก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเสียเท่าไรเสียด้วย

“คุณพูดคำนั้นมาเป็นร้อยครั้งแล้วนะคะศาสตราจารย์” จีนเตือนสติเขาเบาๆ พลางกระชับบอร์ดรองเขียนในมือ

“งั้นก็ฟังซ้ำอีก เราต้องนำโลงศพนี้ไปเปิดที่มหาลัยเรา! ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกเปิดเผย ประวัติศาสตร์ที่ถูกทรายทับถมถูกค้นพบอีกหนึ่งชิ้นแล้ว!” ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งความโลดโผนเกินวัยของชายผู้นี้ได้เสียแล้ว

“ศาสตราจารย์คะ ทำไมโลงศพนี้ถึงมีรูปร่างเหมือนกับเทพอนูบิสล่ะคะ แล้วยังของในมืออีก..” จีนเอ่ยถามอย่างสงสัย เธออดใจจะถามไม่ได้จริงๆเสียแล้ว

“เฮียโรกราฟิคไม่ได้อ่านง่ายๆนะจีน แต่เท่าที่พอจะแปลได้ ดูเหมือนฟาโรห์องค์นี้จะเป็นดั่งเทพเลยล่ะมั้ง”

“แล้วทำไมต้องเทพแห่งความตายด้วยล่ะคะ?”

“ชู่ว...ไม่ใช่เทพแห่งความตายซะทีเดียวหรอกจีน นี่เรียนด้านนี้มาทำไมไม่รู้นะ” ศาสตราจารย์หัวเราะร่วน “อนูบิสคือเทพแห่งคนตายเสียมากกว่า ท่านคือผู้บุกเบิกการทำมัมมี่ การใช้หยูกยาเพื่อรักษาศพ และใช้ตาชั่งช่างบาปของเหล่าวิญญาณกับขนนกเพียงหนึ่งเส้นเพื่อจะส่งไปยังนรกหรือสวรรค์ ฉันไม่คิดว่าท่านจะเหมาะกับคำว่าความตาย แต่เหมาะกับการเป็นผู้ดูแลคนตายซะมากกว่า”

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้เข้าใจ ก่อนที่เธอจะต้องละออกมาเพื่อไปทำงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย ยามที่แดดร้อนระอุเช่นนี้ช่างยากที่จะมีสมาธิทำงานอะไรได้อย่างจดจ่อ แม้จะชินกับทะเลทราย แต่เธอไม่เคยชินกับความร้อนของมันเลย

แดดร้อนเริ่มเปลี่ยนสี...สาดสีชาดลงบนผืนทรายจะคล้ายกับภาพตรงหน้ากลายเป็นทะเลสีแดง ความกว้างไกลสุดสายตายิ่งใหญ่เกินกว่าจะอาจเอื้อม แม้จะชวนจับสายตา แต่กระนั้นงานก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ในยามที่ต้องประหยัดน้ำ แม้จะอยากอาบน้ำแต่หญิงสาวก็ต้องอดทนเพื่อไม่ใช้น้ำหมดไปเสียก่อน เธอกลับมาที่เต็นท์ของศาสตราจารย์อีกครั้งในยามค่ำ ตะวันลับฟ้า...ทะเลทรายก็แทบจะเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

“ศาสตราจารย์คะ....” เธอเอ่ยเรียกเมื่อเห็นศาสตราจารย์ยังคงจดจ่อกับการแก้ไขปริศนาอักษรโบราณ

“มาแล้วเหรอจีน มาช่วยคัดลอกเจ้านี่หน่อยสิ” เขาเรียกเธอให้เข้าไปรับเอกษรที่ทาบลอกมาจากกำแพงและจารึกต่างๆในพีระมิด น่าแปลกที่ในพีระมิดแห่งนี้เต็มไปด้วยจารึกมากมายทีเดียว

จีนรับคำสั่งเงียบๆ ก่อนจะนั่งลงคัดลอกมันทั้งหมด แม้ว่าจะหนาเป็นปึ๊ง แต่เธอรู้ว่าตอนนี้ศาสตราจารย์โยเซฟ คนเบื้องหน้าเธอคงอยากจะสมองระเบิดเต็มทีกับการนั่งแปลอักษรใหม่ต่างๆเหล่านั้น เธอได้ยินเสียงฮึมฮัมในลำคอไปตลอดชั่วโมง จนกระทั่งพักใหญ่ๆเธอจึงรู้ตัวว่าศาสตรจารย์ของเธอหลับไปเสียแล้ว

หญิงสาวหันมองรอบเต็นท์ เมื่อแน่ใจว่าคนที่ต้องอยู่ทำงานในนี้หลับกันหมดแล้วเธอจึงค่อยๆลุกขึ้น ขยับอย่างเงียบเชียบเข้าไปใกล้โลงศพสีทองคำช้าๆ จับจ้องมันอย่างหลงใหล...ศีรษะของโลงนี้เป็นหมาในสีทอง วาดลวดลายด้วยสีดำและสีสันอื่นๆ ในดวงตานั้นฝังด้วยพลอยสีแดงก่ำ เก่าแก่โบราณเลอค่าเกินกว่าจะวัดได้ และคมเขี้ยวในปากที่โผล่พ้นออกมาก็เป็นอัญมณีสีขาวดูแหลมคม เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสมัน...แม้จะรู้ว่าการสัมผัสด้วยมือเปล่านั้นอาจทำให้คุณค่าของงานศิลปะล้ำค่าตรงหน้ามัวหมอง แต่เธอก็อยากสัมผัสมัน

เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วไล้ผ่านปลายเขี้ยวสีขาวขุ่น จีนสะดุ้งเฮือกรีบชักมือกลับอย่างตกใจ เธอซี้ดปากเบาๆมองดูแผลเล็กๆบนนิ้วแต่ลึกจนเลือดไหลออกมา หญิงสาวหันกลับไปมองที่เขี้ยวเพชรนั้นทันที

ไม่มีรอยเลือด...โชคดีเหลือเกินที่ไม่เปรอะเปื้อน แต่เธอก็อดหาอุปกรณ์มาทำความสะอาดไม่ได้ เธอได้แต่ทำใจก่อนจะหาพลาสเตอร์ที่ติดตัวมาพันปิดแผลไว้ ก่อนจะจัดเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเอาไว้ในที่ที่หยิบง่ายแล้วกลับเต็นท์ตัวเอง

ค่ำคืนอันยาวนาน....หนาวเย็นจับขั้วหัวใจผิดจากกลางวันลิบลับ ทะเลทรายราวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน มืดสนิท ทุกสิ่งที่ถูกนำออกจากสถานแห่งความลับกำลังเริ่มสั่นคลอนโลกอย่างเงียบๆโดยไม่มีผู้ใดได้รับรู้เลย...

 

...

ดวงอาทิตย์ยังคงส่องสว่างจ้า แม้จะร้อนเท่าใดแต่ความชื้นจากโพ้นทะเลก็พอจะบรรเทาได้บ้าง เหล่าลูกศิษย์นักสำรวจทั้งหลายพักผ่อนบนเรือสำราญอย่างสบายใจ งานของพวกเขากำลังจะลุล่วง ไม่มีสิ่งใดน่ายินดีไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว อีกไม่นานพวกเขาจะได้กลับไปถึงบ้านจริงๆของพวกเขาเสียที หลังจากแวะพักผ่อนและทำเรื่องต่างๆมากมาย

โลงศพปริศนานั้นถูกเก็บไว้ในส่วนที่ปลอดภัยที่สุด จีนได้ยินเช่นนั้นมาจากศาสตราจารย์โยเซฟ เธอไม่อาจเข้าใจว่าทำไมจึงอยากจะเห็นมันอีกครั้งขนาดนี้ บางทีนี่คงเป็นมนตร์ขลังอีกอย่างที่ทำให้เธอเลือกมาทำงานนี้ ความสวยงามจากทะเลทรายดึงดูดความสนใจเธอได้เสมอ

เรือสำราญจอดเทียบท่า สัมภาระถูกส่งขึ้นบนบกอย่างระมัดระวัง หญิงสาวล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจะไปเตรียมงานและข้าวของต่างๆที่มหาวิทยาลัย เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดโลงศพเพื่อเรียนรู้ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ข้างใน เธอไม่คิดว่าจะมีใครในอดีตคือจะสร้างโลงเป็นรูปลักษณ์ของเทพเจ้าแน่ๆ ดังนั้นมันจะต้องมีอะไรเป็นเบื้องหลังแน่นอน

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สัมภาระและทรัพย์สินจากพีระมิดใหม่ก็ถูกขนมาจนครบ ทั้งหมดถูกส่งเข้าไปที่ห้องวิจัยของศาสตราจารย์ จีนรอคอยจนกระทั่งศาสตราจารย์เดินเข้ามาพร้อมกับคนขนโลงศพด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เธอผุดลุกอย่างตื่นเต้นจนต้องรีบปรับสีหน้าให้ปกติ รอคอยกระทั่งคนทั้งหมดเดินออกไปแล้วศาสตราจารย์โยเซฟจึงได้เอ่ย

“เอาอุปกรณ์มาแล้วใช่ไหมจีน”

“ครบหมดแล้วค่ะ ศาสตราจารย์” หญิงสาวเร่งตอบรับก่อนจะเอาอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ออกมาวาง โยเซฟจับจ้องทั้งหมดด้วยความพึงพอใจ ไม่นานนักการเปิดโลงศพจึงเริ่มขึ้น

เพราะทั้งหมดคือสิทธิของพวกเขาที่จะเปิดและค้นเอาทั้งหมดออกมาเปิดเผยความจริง เวลาผ่านไปนานราวกับชั่วกัล์ปสำหรับจีน กว่าฝาโลงชั้นแรกจะเปิดออกได้ พวกเขายังคงเปิดชั้นต่อไป...และชั้นต่อไปด้านใน

ชั้นสุดท้ายอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว มันยังคงดูยิ่งใหญ่และสวยงาม มิหนำซ้ำยังจะดูสวยกว่าด้านนอกเสียอีกสำหรับเธอ และเมื่อมือของศาสตราจารย์เอื้อมแง้มฝาโลงอย่างช้าๆ ทรายจำนวนมากก็ปลิวว่อนออกมาทันที

“โอ้ตายล่ะ ทำไมถึงมีทรายอยู่ด้านในได้ล่ะเนี่ย?!” โยเซฟอุทานอย่างตระหนก ทว่าก่อนที่จะได้แง้มเปิดมากกว่านั้น เสียงกริ่งเตือนภัยกลับดังลั่น

“ไฟไหม้!!” เสียงตะโกนจากด้านนอกพร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งผ่านประตูสร้างความตกใจได้อย่างมหาศาล ทั้งสองมองหน้ากัน สิ่งสำคัญที่สุดนี้พวกเขาคงไม่อาจขนมันไปได้ง่ายๆแน่

“ต้องทิ้งไว้” โยเซฟตัดสินใจ เขาไม่อาจทิ้งชีวิตของคนอื่นๆเอาไว้ได้ แม้สิ่งที่ล้ำค่าที่อาจพลิกประวัติศาสตร์ได้จะอยู่ในมือเขาแล้วก็ตามที

“แต่..ศาสตราจารย์คะ”

“ไป!!” เสียงดุดันผิดจากปกติตะคอก หญิงสาวได้แต่เก็บความเจ็บใจไว้แล้ววิ่งออกไปทางประตู กลืนหายไปในฝูงชนจำนวนมาก

โยเซฟเร่งมือปิดโลงศพกลับเข้าที่อย่างเร่งร้อน ค้นเอาผ้าใบทนความร้อนมาห่อพันสมบัติแห่งอดีตกาลไว้ ทว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสียงฝีเท้าได้เงียบไปแล้ว และเปลวไฟก็ได้ลามมาถึงห้องเขาเสียแล้ว ชายชราวิ่งกระแทกประตูเปิด รอบข้างเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ความร้อนยิ่งกว่าแดดเปรี้ยงกลางทะเลทรายโอบอุ้มและกำลังจะฉีกกระชากเขา ร่างเปรียวลมกระโดดฝ่าเปลวไฟราวกับอายุของเขาไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย ทว่าสังขารไม่อาจฝืน

โยเซฟสะดุดเข้ากับตู้ไม้ที่ล้มลงขวางทาง เขากระโดดหลบไปไม่พ้น พอดีกับที่หลังคาทางเดินถล่มร่วงลงมา ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง...

 

ผ่านไปเป็นวันหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้สงบลง มีคนเสียชีวิตพอสมควรจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ ดูเหมือนจะมีการระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุขึ้น ทว่าสำหรับเหล่านักสำรวจที่ต้องทิ้งหลักฐานชิ้นสำคัญไว้กลางเพลิงไหม้ นี่คือความสูญเสียอย่างมหาศาล แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับการสูญเสียผู้เป็นดั่งหัวใจหลักสำคัญของทีมพวกเขา

หญิงสาวได้แต่ปล่อยให้น้ำตาร่วงลงอาบแก้ม ขณะมองดูหน่วยกู้ภัยขนย้ายร่างสีดำไหม้เกรียมออกจากที่เกิดเหตุ เธอจำแหวนมากมายที่ศาสตราจารย์ชอบใส่ได้ และมันก็ประดับอยู่บนนิ้วมือหงิกงอของศพนั้น

ทุกอย่างพังทลายไปพร้อมกับตึกแห่งนี้แล้ว เธอทรุดล้มลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝนสีเทา อากาศเย็นชื้นเต็มไปด้วยขี้เก้าปลิวว่อนทั่วบริเวณ คนบาดเจ็บมากมายถูกปฐมพยาบาลรอบๆตัวเธอ ไฟฉุกเฉินยังคงส่องเหนือรถพยาบาลและรถดับเพลิง เจ้าหน้าที่เป็นสิบเดินว่อนไปทั่ว ของทั้งหมดคงถูกเผาหายไปกับห้องวิจัยเสียแล้ว

ไม่เหลือสิ่งใดแล้ว....

ความสิ้นหวังครอบคลุมไปทั่ว พร้อมกับความเศร้าโศกเหน็บหนาวสุดขั้วหัวใจ ความสุญเสียมากมายเกินกว่าจะรับได้ กลุ่มคนที่ต้องเสียเพื่อน คนรู้จัก และแม้แต่คนในครอบครัวร้องห่มร้องไห้จนเสียงกลืนไปกับเสียงฝีเท้าและความวุ่นวายทั้งหลาย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเข้าหูเธอทั้งนั้น

รองเท้าของเธอเปื้อนด้วยขี้เถ้าสีดำ คราบเขม่าเกาะตามเสื้อผ้าและร่างกาย สายตาจับจ้องเพียงปลายเท้าเท่านั้น...ทว่านอกจากซีเมนต์และคราบเขม่า เธอเห็น..ทรายสีขาว...

เธอเร่งเงยหน้าขึ้นมาทันที ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาและมองไปรอบๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีบางอย่างหลงเหลืออยู่

ความวุ่นวายตกอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่ง เขาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงันก่อนจะหายไปในความมืด

 

...

หลายวันผ่านไป พื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยที่ถูกไฟไหม้ถูกทิ้งร้างและล้อมรัวไว้ไม่ให้ใครผ่าน เพื่อซ่อมแซมส่วนจำเป็นให้เรียบร้อยเสียก่อน ทว่าก็มีบ้างที่มีคนจรจัดบางคนเข้าไปอาศัยซากปรักหักพังนั้นเพื่อหลบฝนและความหนาวในยามกลางคืน

“เฮ้...เคยได้ยินไหม เขาว่ากันว่าที่นี่มีเสียงคนดังขึ้นมาตอนกลางคืนด้วยนะ” เสียงจากวัยรุ่นผู้หนึ่งพูดขึ้นอย่างลิงโลด เขานำพาเพื่อนของเขาปีนข้ามรั้วกั้นอย่างไม่กลัวเกรง และตรงเข้าไปในอาคารสีดำไหม้เกรียม

“ข่าวลือว่าอาจจะมีคนรอดอ่ะนะ ฝันไปล่ะมั้ง” วัยรุ่นหนุ่มอีกคนกล่าวขึ้นอย่างเบื่อหน่าย ขณะที่พวกเขาพากันก้าวขึ้นบันไดไปพร้อมกับกระป๋องสี ข้ามผ่านซากต่างๆที่ใหญ่เกินกว่าหน่วยกู้ภัยจะเอาออกไปได้อย่างคล่องแคล่ว

“ที่นี่เหม็นชะมัด! มีแต่กลิ่นไหม้”

“เลิกบ่นน่า เออ...เขาว่ามีศาสตราจารย์คนหนึ่งเอาของอาถรรพ์มาถึงได้เกิดเรื่องนี้ขึ้นด้วยนะ”

“หา มัมมี่ปีศาจน่ะนะ น่าขำว่ะ ถ้าบอกว่ามีซอมบี้ยังจะน่ากลัวซะกว่า” เสียงพูดกลั้วหัวเราะ พลางเขย่ากระป๋องสีและเล็งหาจุดดีๆที่เหมาะจะสร้างงานศิลปะสมัยใหม่ของพวกเขา

“ได้ข่าวว่าห้องนี้ด้วยไม่ใช่หรือไง วิวดีสุดๆ กำแพงหายไปครึ่งแน่ะ เห็นรอบๆเลยว่ะ”

เป็นดังที่วัยรุ่นคนนั้นว่า กำแพงด้านหนึ่งพังทลายไปแล้ว จึงเห็นวิวได้ทั้งเมือง แต่เพราะด้านบนนี้มืดสนิทจึงไม่มีใครมองเห็นพวกเขา และยังดีที่มันยังมีหลังคาให้บังฝนปรอยๆที่กำลังตกอยู่ทั่วเมือง

เวลาผ่านไปได้สักพักหลังจากพวกเขาเริ่มวาดลวดลายบนกำแพง เด็กหนุ่มคนหนึ่งขมวดคิ้วแล้วหันมองรอบห้อง “เฮ้เพื่อน...นายได้ยินเสียงอะไรแปลกๆไหม?”

“อะไร ได้ยินเสียงผีที่นี่รึไงวะ” เพื่อนเขาอีกคนประชดประชันใส่ ทว่าทันทีที่สายตามองเห็นบางอย่างในความมืดเขาก็ชะงักไปเช่นกัน

ท่ามกลางกองขี้เถ้า เขาเห็นบางอย่างสีทองส่องประกายสะท้อนจากแสงไฟฉายในมือเขา เมื่อเดินเข้าไปใกล้และปัดคราบเขม่าออกเขาจึงเห็น...แม้จะมีรอยไหม้ แต่ทองคำกลับไม่เป็นอะไร โลงศพฟาโรห์...

ทว่าก่อนจะได้ตะโกนบอก ขี้เถ้าสีดำกลับฟุ้งกระจายทั่วห้องราวกับถูกพายุพัดอย่างรุนแรง เสียงสบถด่าดังลั่นไปทั่วห้องทันที และก่อนที่จะรู้ตัวรอบข้างก็มืดสนิทลงอย่างกะทันหัน

โลงศพค่อยๆสลายกลายเป็นเพียงผงสีทอง แต่ไม่มีใครได้เห็น พวกวัยรุ่นวิ่งหนีออกไปกันหมด จึงไม่มีใครรู้ด้วยเช่นกัน...ว่าใจกลางกองผงทองคำนั้นมีร่างหนึ่งลุกขึ้นมาจากกองขี้เถ้า ความมืดนั้นเกินกว่าจะมองเห็นได้ละเอียดนักว่าเขารูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร ความกดดันหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงลมยังเงียบลง ร่างสูงตระหง่านลุกขึ้นจากซากแห่งความตาย

“...กี่พันปีแล้วนะที่ข้าหลับไป...” เขาเอ่ยเปรยกับตัวเองแผ่วๆ เสียงห้าวแหบกลับดังกังวาน...ก่อนชายหนุ่มจะเดินตรงไปยังรูโหว่ของห้อง มองภาพตรงหน้าอย่างตระการตา ก่อนจะกระโดดลงไปจากชั้นห้าทันที

 

Comment

Comment:

Tweet

Recommend